อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว

อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว เป็นอนุสรณ์สถานที่ชาววิเศษชัยชาญและชาวอ่างทองร่วมกันสร้าง เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของวีรบุรุษแห่งบ้านโพธิ์ทะเล ชาววิเศษชัยชาญ ปู่ดอกและปู่ทองแก้ว ยอมสละชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการสู้รบกับพม่าที่ค่ายบางระจันก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกในปี พ.ศ. 2309

น้ำตกป่าละอู

คงเคยคุ้นหูกันดีถึงเสียงลือเสียงเล่าอ้างของ “ผีเสื้อแห่งป่าละอู” หรืออีกนัยหนึ่งก็หมายความได้ว่า น้ำตกป่าละอูนั้นคือแหล่งดูผีเสื้อที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ไม่เพียงทุกคนจะ ได้สัมผัสความชุ่มฉ่ำกับสายน้ำตกที่มีมากถึง 15 ชั้นเท่านั้น หากยังได้สนุกกับการดูสีสันของปีกแสนสวย แห่งผืนป่าที่มักออกมาตากปีกกลางแสงแดดอ่อนยามเช้าเพื่อสร้างความอบอุ่น โดยจุดชมผีเสื้อที่สำคัญนั้น ได้แก่ บริเวณที่กางเต็นท์ของอุทยานฯ สะพานข้ามห้วยชลนาฎ วังสมพง บริเวณชั้นที่ 1 ของน้ำตกป่าละอู รวมถึงบริเวณฝาย 1 ซึ่งอยู่ใกล้ลำห้วยที่ไม่ไกลจากบ้านพักของเจ้าหน้าที่ ส่วนผีเสื้อที่มักจะได้เห็นกันนั้น มีทั้งผีเสื้อเจ้าชายดำ ผีเสื้อลายซิกแซก สำหรับน้ำตกป่าละอูนั้นประกอบด้วยน้ำตกป่าละอูใหญ่และ น้ำตกป่าละอูน้อย จัดเป็นน้ำตกขนาด 15 ชั้นโดยชั้นของน้ำตกตั้งแต่ชั้นที่ 5 เป็นต้นไป ตัวน้ำตกจะมีขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยว สามารถเดินขึ้นไปได้ถึงน้ำตกชั้นที่ 7 เท่านั้น ส่วนชั้นที่อยู่สูงขึ้นไปจะอยู่ในป่าทึบ ยากต่อการเดินทางเข้าถึง และป่าละอูที่เอ่ยถึงนั้นเป็นผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่ 273,125 ไร่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิด

สวนศิลป์ บ้านดิน ราชบุรี

เมื่อธรรมชาติของบ้านดินและศิลปะร่วมสมัยได้หลอมรวมเป็นความลงตัวของศิลปสถานแห่งนี้ ไม่ว่าจะเดิน ไปทางใด คุณจะรู้สึกได้ถึงหัวใจรักในศิลปะของผู้สร้างอย่างแท้จริง และสัมผัสถึงความเป็นสวนศิลป์บ้านดิน ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยการออกแบบของนายดี ช่างหม้อ เขาได้เนรมิตบ้านดินที่กลมกลืนกับธรรมชาติ จัดวางตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำและสวนมะม่วงได้อย่างเหมาะสม

ดอยหัวหมด

ไม่น่าเชื่อว่ายอดเขาหัวโล้นที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าและไม้ทนแล้งแห่งนี้จะมีความน่าสนใจซุกซ่อนอยู่มากมาย และเพราะเป็นภูเขาที่มีหลายดอย และมีลักษณะเป็นยอดเขาเตี้ยๆ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมนี่เอง ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “ดอยหัวหมด” และบ้างก็เรียกว่าเป็นเขาหัวโล้น อย่างไรก็ตาม บนดอยหัวหมดนี้ คุณสามารถรื่นรมย์กับธรรมชาติได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น – ชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือผืนทะเลหมอกยามเช้าที่สามารถมองเห็นวิวได้แบบรอบทิศทาง เพราะบนยอดดอยมีลักษณะเป็นเขาหัวโล้น จึงไม่มีต้นไม้มาบดบังสายตา ซึ่งคุณควรไปถึงดอยหัวหมดก่อนเวลา 05.00-06.00 น. ทั้งนี้ อากาศบนดอยค่อนข้างเย็นมีลมพัดตลอดเวลา ควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวติดตัวไปด้วย บนนั้นนอกจากจะมีได้ชมวิวทะเลหมอกอลังการแล้ว ยังมองเห็นวิวอำเภออุ้มผางที่อยู่ในแอ่งที่ราบหุบเขาเบื้องล่าง – รื่นรมย์ไปกับทุ่งดอกไม้สีชมพูในช่วงฤดูฝน ดอกไม้เหล่านี้เป็นต้นเทียนดอยที่จะออกดอกสีชมพูสะพรั่งทั่วดอย ในช่วงเวลานั้นจึงเรียก ดอยหัวหมด ว่า ดอยชมพู ช่วงที่ดอกเทียนดอยบานอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึง สิงหาคม ส่วนในช่วงต้นเดือนกันยายนก็พอมีให้เห็นบ้าง เมื่อพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็มีเพียงป่าหญ้าแห้งๆ เหลือเพียงต้นปาล์มสิบสองปันนาซึ่งเป็นไม้ทนแล้งที่มีมากในบริเวณนี้ – ตื่นตากับป่าดอกเสี้ยวในช่วงฤดูร้อน ซึ่งดอกเสี้ยวนั้นเป็นดอกไม้ตระกูลชงโค มีสีขาว จัดเป็นไม้ป่า และจะออกดอกพร้อมเพียงกันในช่วงฤดูร้อนราวเดือนมีนาคม ทำให้ป่าทั้งผืนกลายเป็นสีขาวสวยราวกับภาพวาด /ขอบคุณ ททท

หลวงพ่อพระใหญ่ วัดโพธาราม

หลวงพ่อพระใหญ่อันประดิษฐาน ณ ที่วัดโพธารามแห่งนี้ นับเป็นหลวงพ่อคู่บ้านคู่เมืองของชาวบึงกาฬมาแต่ช้านาน หลวงพ่อพระใหญ่ วัดโพธารามตั้งอยู่ที่วัดโพธาราม บ้านท่าใคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยโบกฉาบด้วยปูน สูงประมาณ 2 เมตรหน้าตักกว้าง 2 เมตรจากพระฌานุ(เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง 0.90 เมตร