ไฮไลท์ฟุตบอล : ฮันซี่ ฟลิค ผู้ปั้นดาวรุ่งเสือใต้สู่เวทีบุนเดสฯ ฟลิคเริ่มต้นทำผลงานกับทัพ “เสือใต้” ได้อย่างสวยหรูตั้งแต่นัดแรกที่เข้ามาคุมทีมบนเวทีบุนเดสลีกาด้วยการเอาชนะคู่ปรับตัวฉกาจอย่างโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถึง 4-0 ประตู จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ทีละคน ไม่ว่าจะเป็นเซียร์คซี ซิงห์ หรือแข้งหน้าใหม่ที่ยังไม่ค่อยคุ้นชื่อกันนักอย่างโอลิเวอร์ บาติสตา ไมเออร์ และ เลออน ดาจากู

“เราเชื่อว่าเด็กๆ เหล่านี้จะพัฒนาฝีเท้าได้ดีที่สุดหากได้ลงซ้อมกับนักเตะฝีเท้าเยี่ยม ในทีมชุดใหญ่ของเรานี่แหละที่พวกเขาสามารถจะทำแบบนั้นได้” ฟลิคให้เหตุผล การตัดสินใจเช่นนี้สื่อถึงกลยุทธ์ของสโมสรอย่างชัดเจนว่าต้องการหว่านเมล็ดพันธุ์แล้วรอให้ออกดอกออกผลมากกว่าที่จะใช้เงินจับจ่ายในตลาดนักเตะ ซึ่งดูๆ แล้วหลายครั้งค่าตัวนักเตะแต่ละคนก็สูงเกินจริงไปเยอะ

“ฮันซี่สนับสนุนระบบของทีมเรา เราต้องการเทรนนักเตะพรสวรรค์ที่มีคุณภาพอยู่เสมอเพื่อเสริมทัพและพัฒนาทีม ตอนนี้เราประสบความสำเร็จกับเดวีส์แล้ว และเซียร์คซีก็กำลังเล่นเข้ากับแข้งระดับโปรได้ดี” ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช สปอร์ตติ้งไดเร็คเตอร์ทีม “เสือใต้” กล่าว

จุดแข็งอีกอย่างหนึ่งของฟลิคก็คือการจัดการคน (Man-management) โทมัส มึลเลอร์ กล่าวว่าเขาสื่อสารกับทีมงานและนักเตะอยู่เสมอและอธิบายทุกอย่างที่ต้องการอย่างชัดแจ้ง ซึ่งทักษะที่เป็น “Soft skills” ข้อนี้ล้วนแล้วแต่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในทุกๆ ธุรกิจและอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงแค่วงการฟุตบอลเท่านั้น แข้งแซมบ้าอย่างคูตินโญ่ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เหมือนๆ กันว่าฟลิคนั้นเข้ากับนักเตะทุกคนได้เป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเป็นผู้ช่วยโค้ชแล้ว ซึ่งมันก็มาส่งผลดีเอาในตอนนี้แหละ

“เขามีพรสวรรค์ในการทำให้นักเตะทุกคนเข้าใจว่าทุกคนคือส่วนสำคัญของทีม มันอาจจะดูไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ในแว้บแรก แต่มันเป็นพื้นฐานสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามตอนนี้จริงๆ บรรยากาศในทีมมันต้องดี และมันก็ดีจริงๆ”

ตอนนี้ฟลิคกลายเป็นเฮ้ดโค้ชที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบ 20 ปีของบาเยิร์นในเรื่องคะแนนเฉลี่ยต่อนัด โดยทำได้ถึง 2.62 คะแนนต่อนัดจาก 21 เกมที่คุมทีมบาเยิร์นรวมทุกรายการ จึงไม่มีใครกังขาในปรัชญาการทำงานของเขาเลย

นอกจากนี้ฟลิคยังปฏิบัติกับนักเตะในทีมอย่างเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นแข้งชื่อดังดีกรีแชมป์โลกหรือแข้งโนเนมที่ยังแจ้งเกิดไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้ฟลิคเอาชนะใจแข้งดาวรุ่งได้เป็นอย่างดี แม้ในวันพักผ่อน ฟลิคก็ยังมาปรากฏตัวที่สนามซ้อมของนักเตะเยาวชน คอยให้ข้อคิดและกำลังใจต่าง กับพวกเขา แข้งดาวรุ่งหลายคนออกมาพูดกับสื่อถึงฟลิคด้วยความปลื้มปริ่มและรู้สึกว่าพวกเขามีโอกาสดีๆ และอนาคตดีๆ รออยู่ในทีมนี้

ทุกอย่างที่ฟลิคทำกับแข้งดาวรุ่งนั้นผลิดอกออกผลอย่างรวดเร็ว นักเตะหน้าใหม่วัย 18 ปีอย่างเซียร์คซีเพิ่งลงเล่นในบุนเดสลีกาได้ 5 นัดโดยที่เป็นการออกสตาร์ทตัวจริงเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น แต่กลับยิงได้แล้ว 3 ประตู รวมถึงคนอื่นๆ อย่างดาจากู วัย 18 ปี มิคคาเอล กุยซองส์ วัย 20 ปี ลูคัส ไม วัย 20 ปี โอลิเวอร์ บาติสตา ไมเออร์ วัย 19 ปีและฟีเท่อ อาร์พ วัย 20 ปีต่างก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่และลงประเดิมสนามในศึกบุนเดสลีกาไปเรียบร้อยแล้ว

ฟลิคอธิบายองค์ประกอบที่จะทำให้ดาวรุ่งแจ้งเกิดในวงการฟุตบอลได้ว่า “พวกเขาต้องมีพรสวรรค์ มีความคิดและมีทัศนคติที่ดี องค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดนี้ต้องมาอย่างถูกต้อง ถ้ามีทุกอย่างนี้มันก็มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังต้องอาศัยโชคช่วยบ้างแหละ”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการที่แผงหลังของบาเยิร์นพากับเจ็บยาวจนฟลิคต้องหุบดาวิด อาลาบา เข้ามายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค ทำให้เดวีส์สามารถสอดแทรกเข้ามายึดตำแหน่งแบ็คซ้ายได้ และแข้งดาวรุ่งวัย 19 ปีจากแคนาดาก็ทำผลงานสอบผ่าน ได้ลงเล่นถึง 21 เกมในซีซั่นนี้พร้อมทำ 1 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ให้ต้นสังกัดได้ด้วยจนกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมไปแล้ว เดวีส์ช่วยเกมรับของบาเยิร์นอยู่บ่อยครั้ง แถมยังเป็นนักเตะที่มีความเร็ว จ่ายบอลได้ดี แล้วยังยิงประตูได้ดีอีกด้วย เราจึงได้เห็นเดวีส์ขึ้นมาทำเกมบุกอยู่บ่อยๆ ซึ่งในตอนนี้ทีมสตาฟฟ์ของบาเยิร์นก็กำลังช่วยกันพัฒนาจุดเด่นตรงนี้ของเดวีส์ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

ไม่เพียงแต่เดวีส์ นักเตะอย่างเซียร์คซีก็แจ้งเกิดได้เพราะโชคหนุนเช่นกัน เขาได้โอกาสลงเล่นเนื่องจากคิงสลีย์ โกม็อง และอิวาน เปริซิชได้รับบาดเจ็บในช่วงปลายปี และแล้วเซียร์คซีก็คว้าโอกาสนั้นแจ้งเกิดตัวเองได้สำเร็จด้วยการยิง 2 ประตูใน 2 นัดติดต่อกันจากการลงเล่นเป็นตัวสำรอง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มาได้รับบาดเจ็บในช่วงต้นปี ยิ่งทำให้เซียร์คซีได้โอกาสลงเล่นแทนเลวานในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้า ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ดีสำหรับการแทนที่แข้งระดับโลกว่าที่ตำนานทีมบาเยิร์น

นักเตะดาวรุ่งในทีม “เสือใต้” ภายใต้การคุมทีมของฟลิคในตอนนี้คงจะมีแต่ “รุ่งกับรุ่ง” เท่านั้นแหละ…