เคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นในหลายรัฐทั่วสหรัฐฯ ก่อความกังวลแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดวิทยา ด้วยชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงไม่ฉีดวัคซีน ท่ามกลางการแพร่ระบาดตัวกลายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก

เวลานี้สหรัฐฯมีค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ 23,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากค่าเฉลี่ย 7 วันราวๆ 11,300 คนของเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลวิเคราะห์ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อปกินส์

การฟื้นคืนของผู้ติดเชื้อในช่วงไม่กี่สัปดาห์ มีขึ้นหลังจากเคสโควิด-19 ชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผิดกับก่อนหน้านั้นในช่วงฤดูหนาว ซึ่งสหรัฐฯต้องเผชิญกับระลอกการแพร่ระบาดรุนแรง เคสผู้ติดเชื้อใหม่รายวันพุ่งแตะระดับ 240,000 คนต่อวันในช่วงกลางเดือนมกราคม

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นล่าสุดของสหรัฐฯ ยังมีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังพยายามประคับประคองโครงการฉีดวัคซีนทั่้วประเทศ ท่ามกลางข้อมูลของศูนย์ควบคุและป้องกันโรคแห่งชาติที่พบว่าผู้เสียชีวิตและเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เกือบทั้งหมดเมื่อเร็วๆนี้ เป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

ในลอสแองเจลิส เคาน์ตี เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ เคสผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินกว่า 1,000 ราย 3 วันติดต่อกัน ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

ข้อมูลของกรมสาธารณสุขลอสแองเจลิส เคาน์ตี พบว่าโควิด-19 แพร่กระจายเพิ่มมากขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาว บุคคลที่ยังไม่ฉีดวัคซีน โดยในบรรดาเคสผู้ติดเชื้อใหม่ 1,094 คนที่รายงานในวันเสาร์(10ก.ค.) มีถึง 83% ที่เป็นบุคคลอายุต่ำกว่า 50 ปี นอกจากนี้แล้วกรมสาธารณสุขลอสแองเจลิส เคาน์ตี ยังกล่าวโทษการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มขึ้น ไปที่การปฏิสัมพันธ์กันที่มากขึ้นของผู้คน การรวมกลุ่มทางสังคมช่วงฤดูร้อน และตัวกลายพันธุ์ที่น่ากังวลใหม่ๆ ในนั้นรวมถึงสายพันธุ์เดลตา ซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย

เชื่อกันว่า เดลตา ซึ่งเวลานี้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐฯ แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่าตัวกลายพันธุ์อัลฟา ที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ถึงราวๆ 50% และมีความเกี่ยวข้องกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายประเทศ

ตัวเลขของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮ็อปกินส์ พบเคสผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั่วประเทศ ไล่ตั้งแต่แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก ฟลอริดา อะแลสกา ยูทาห์และแอละแบมา

จำนวนผู้เข้ารักษาตัวตามโรงพยายาลต่างๆในสหรัฐฯก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ(ซีดีซี) พบว่าค่าเฉลี่ย 7 วันอยู่ที่ราวๆ 13,200 ราย เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดเมื่อเร็วๆนี้ประมาณ 12,000 รายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามระดับปัจจุบันยังคงห่างไกลจากจุดพีคสุดของโรคระบาดใหญ่ในเดือนมกราคม คราวนั้นมีคนไข้โควิด-19 รักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบๆ 125,000 คน

ยอดผู้เสียชีวิต ตัวบ่งชี้ที่จะตามมาทีหลัง ปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ค่าเฉลี่ย 7 วันอยู่ที่ 255 ราย ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮ็อปกินส์ เชื่อกันว่าอัตราการฉีดวัคซีนระดับสูงในหมู่ประชาชนชาวสหรัฐฯอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุด ช่วยฉุดให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงมาอย่างมาก

วิคัส ปาเรคห์ ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุว่าเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ เป็นแนวโน้มเดียวกับที่พบเห็นทั่วโลก เขาอ้างว่าการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นของตัวกลายพันธุ์เดลตา และพฤติกรรมคืนสู่ปกติในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คือต้นตอเคสผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ

“สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อคงจำนวนผูุ้ติดเชื้อระดับต่ำ ก็คือวัคซีนและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อลดความเสี่ยงแพร่กระจายเชื้อ” เขากล่าว

เวลานี้มีประชากรวัยผู้ใหญ่สหรัฐฯฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบถ้วนแล้ว 58.8% หรือคิดเป็นจำนวนประชากรมากกว่า 152 ล้านคน แต่อัตราการฉีดซีนชะลอตัวลงอย่างมาก ปัจจุบันค่าเฉลี่ยฉีดวัคซีนรอบ 7 วันจนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม เหลือแค่ราวๆ 420,000 เข็มต่อวัน จากระดับมากกว่า 3 ล้านเข็มต่อวันในเดือนเมษายน

บรรดานักโรคระบาดวิทยาเตือนมาช้านานว่า อัตราการฉีดวัคซีนระดับต่ำ ประกอบกับการเดินทางมากขึ้น บังคับสวมหน้ากากและเว้นระยะห่างทางสังคมลดลง และการแพร่ระบาดของตัวกลายพันธุ์ใหม่ๆที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่า อาจนำมาซึ่งการแพร่ระบาดในระดับท้องถิ่นในช่วงฤดูร้อนนี้

Categories new