หลังจากที่เราทำงานมาอย่างหนัก มันก็ต้องมีช่วงเกษียณอายุ ซึ่งก็ต้องมีบำเน็จหรือบำนาญ แต่การที่เตรียมพร้อมที่เก็บเงินไว้ช่วงก่อนเกษียณอายุซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับอนาคตของคุณอย่างแน่นอน มีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้เตรียมพร้อมและคิดวางแผนการเก็บเงินหลังเกษียณอายุมาฝากกันค่ะ 1. ประหยัดให้ได้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงการใช้เงินที่ไม่จำเป็น พยายามใช้จ่ายไปกับสิ่งของที่จำเป็นเช่น อาหาร ที่พัก ค่าเดินทาง

แต่ต้องเลือกให้ฉลาดเช่น ตระเวณหาร้านที่ถูกที่สุดเพื่อที่จะประหยัด และเลือกที่จะเสียเงินให้กับสิ่งที่สามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต เช่น บ้าน และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่จำเป็นเท่าที่ควร เช่น รถยนต์คันใหม่ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่
2.วางแผนทางการเงินและทำบันทึกเก็บไว้ ควรจะแบ่งสันปันส่วนเงินที่คุณมี ส่วนใหญ่ควรจะเก็บไว้เป็นบัญชีออมทรัพย์ และมีการฝากเงินเป็นประจำเพื่อผลดอกเบี้ยที่มากกว่า ควรแบ่งเป็นส่วนด้วย เป็นเงินเก็บออมทรัพย์ 60% ทอง 15% เงินสด 15% หุ้น 10% เหตุผลในการกระจายการออมเงิน เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มผลตอบแทน โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ทั้งหมดในสินทรัพย์ที่เดียวที่คุณจะได้รับ
3.ลดความเสี่ยงเมื่อใกล้เกษียณและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีความสูง ควรที่จะลดส่วนที่จะเป็นความเสี่ยงกับสภาวะการเงินของคุณ เช่นการเล่นหุ้น และไปเพิ่มในส่วนของการออมทรัพย์ เพราะโอกาสที่ตลาดหุ้นจะตกหรือลดลงก็มีสูง คุณคงไม่อยากที่จะมีปัญหาเรื่องการเงินในช่วงที่คุณเกษียณหรอก ซึ่งช่วงการเกษียณคุณควรที่จะลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ให้มากที่สุด
4.ไม่มีอะไรเร็วไปสำหรับการเริ่มเก็บเงิน ไม่มีอะไรเร็วไปสำหรับการเริ่มเก็บเงินสำหรับการเกษียณ ยิ่งคุณทำการเก็บเงินเร็วเท่าไหร่ ผลเงินที่คุณเก็บได้ก็ยิ่งมากเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการปรับนิสัยตัวเองในการเก็บเงิน เช่นการแบ่งสันปันส่วนของเงินเดือนที่มี แบ่งให้ถูกว่าควรจะเก็บเงินเท่าไหร่จ่ายใช้จ่ายอะไรบ้าง และพยายยามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
5.หยุดใช้เครดิตการ์ด ทางที่ดีควรที่จะหยุดใช้บัตรเครดิตการ์ดไปเลยถ้าเป็นไปได้ คุณไม่อยากใช้ชีวิตช่วงเกษียณของคุณมานั่งจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่คุณสร้างเอาไว้หรอก ถ้าคุณจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริงๆ ก็ควรที่จะใช้ซื้อของที่คุณคิดว่ามันจำเป็นจริงๆ ลองนำ 5 ข้อนี้ไปลองปรับเปลี่ยนกับนิสัยการใช้เงินของคุณ รับรองได้ว่าคุณจะมีเงินออมเหลือเฟือ ในยามเกษียณอายุ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth