รีวิวหนัง : Gemini Man แม้ว่างานด้านภาพจะคมกริบ เทคนิคพิเศษ น่าสนใจแค่ไหนก็ตาม แต่ความน่าอึดอัดที่สุดก็คือการที่ผู้ชมถูกบังคับให้นั่งจ้องหน้ากับวิล สมิธ อยู่ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ใช้การโคลสอัพใบหน้านักแสดงอยู่บ่อยครั้งจนอยากเบือนหน้าหนีจากจอภาพยนตร์

ยิ่งไปกว่านั้นบทภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการตามล่าตัวเองนั้น ถูกเล่าเรื่องราวได้อย่างราบเรียบ ใกล้เคียงกับคำว่า น่าเบื่อ ชวนง่วงหงาวหาวนอน กว่าที่ฉากแอ็คชั่นที่ตัวเอกสองช่วงอายุจะมาปะทะกัน หนังก็ผ่านเลยไปถึง 40 กว่านาทีแล้ว แถมช่วงเวลาก่อนหน้านั้น หนังก็ยัดทะนานไปด้วยบทสนทนาที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเรื่องราวในภาพรวมนัก

ทันทีที่หนังเริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับจูเนียร์ ร่างวัยเด็กของเฮนรี่ โบรแกน (วิล สมิธ) ว่าเขาคือร่างโคลนนิ่ง ที่เคลย์ (ไคลฟ์ โอเว่น) พ่อเลี้ยง สร้างเขาขึ้นมา เราก็แทบจะหมดความสนใจในตัวหนัง เนื่องจากมันแทบไม่มีลูกล่อลูกชนอะไรให้เรารู้สึกว่า Gemini Man มีอะไรแปลกใหม่ที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าเรื่องโคลนนิ่งมานำเสนอให้กับผู้ชมในยุคนี้เลยสักนิดเดียว

ในยุคสมัยที่หนังเกี่ยวกับการโคลนนิ่งมีให้ดูกันแทบชินตา Gemini Man คือหนังที่เชย ตกยุค และปราศจากความบันเทิง อีกทั้งแง่มุมที่พยายามชี้ชวนให้คนดูขบคิด ที่ว่าด้วยการที่มนุษย์เราจะทำอะไรถ้าหากมีโอกาสได้บอกตัวเองในอดีต ตัวละครอย่างเฮนรี่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการที่เขาจะบอกให้จูเนียร์เติบโตขึ้นมาด้วยความเป็นตัวเองและเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งนอกจากจะไม่กินใจ ซ้ำซาก ยังฟังดูเป็นบทที่เขียนมาเพื่อยัดใส่ปากตัวละครแบบทื่อๆด้วยซ้ำไป

สำหรับฉากแอ็คชันในหนังก็ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อให้เห็นความเก่งของ เฮนรี โบรแกน ที่ส่องเป้าหมายบนรถไฟกำลังวิ่งอยู่ได้อย่างแม่นยำ แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์สุด ๆ คือฉากปะทะกับจูเนียร์ครั้งแรกที่โคลัมเบียที่การเห็นวิล สมิธ วัยหนุ่มก็ทำให้ภาพตอนดู Bad Boys กลับมาอีกครั้งเพราะอัดมาทั้งปืนสไนเปอร์ ชักปืนพก หรือระเบิดมือที่ตีกันอย่างกับลูกเทนนิส ยังไม่พอ..! มีขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับไล่ล่าแบบรวมความตื่นเต้นของฉากคล้าย ๆ กันจากคนเหล็ก 2029 ภาค 2 มายำกับ Mission Impossible 2 แบบอาร์โนลด์กับทอม ครูซ ยังต้องอาย ซึ่งต้องยอมรับว่าพอดูผ่านการฉายแบบ 3D+แล้วทำให้เราร่วมเหตุการณ์ตื่นเต้นกับมันได้แบบสุด ๆ จริง ๆ ส่วนฉากบู๊ในสุสานใต้ดินก็ถือว่าระบบนี้ให้รายละเอียดภาพได้ดี แม้เราจะเห็นนางเอกถือปืนติดไฟฉายคอยส่องไฟให้คนดูเห็นก็ตาม ฮ่าาาาา.

แต่อย่างที่บอกว่าข้อดีของมันคือ วิล สมิธ กับ ฉากแอ็กชัน ส่วนบทก็คือความพังพินาศด้านตรรกะอย่างรุนแรง ทั้งโพรเจกต์เจมิไนที่คนดูคิดภาพไปไกลแล้วว่ามันจะต้องมีกองทัพมนุษย์โคลนนิ่งมาตะลุมบอน เฮนรี โบรแกน ในฉากไคลแมกซ์ แต่เอาเข้าจริงหากบอกโดยไม่สปอยล์ตรง ๆ ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะหนังพยายามจะแถเข้าเรื่องคุณค่าของมนุษย์ มนุษยธรรม การต่อต้านสงครามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ส่วนตัวละครผู้ร้ายในเรื่องอย่างตัวละครของไคลฟ์ โอเวนเองก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรนอกจากสั่งการให้วิล สมิธ วัยหนุ่มไปฆ่าวิล สมิธ วัยแก่ ส่วนผู้ร่วมสมคบคิดที่ไปเอา ลินดา อีมอนด์ นักแสดงหนังอินดีมาเล่นก็ให้บทเธอน้อยเหลือเกินทั้งที่อุตส่าห์ปูว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลมีอำนาจมหาศาล แต่หนังก็ให้ออกแค่ 2 ฉากอยู่ดี ฮ่าาาาา. เอาเป็นว่าถ้าจะดูหนังเรื่องนี้ต้องทิ้งเหตุผลไว้บ้าน มามันส์กับหนังอย่างเดียวครับ