ในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2560 . เรื่องการเลี้ยงดูพ่อแม่ไทย พบการให้เด็กดูสื่อไอที ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ มากถึง 80% ทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องพัฒนาการด้านภาษา นพ.พนิต โล่เสถียรกิจ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี กรมอนามัย ในฐานะผู้วิจัยสถานการณ์พัฒนาเด็กปฐมวัยไทย พ.ศ.2557 อนาคต ที่น่าห่วง

ซึ่งได้รับรางวัลผลงานวิจัยยอดเยี่ยม กล่าวว่า การสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย อายุ 0-5 ปี กรมอนามัยจะดำเนินการทุก 3-5 ปี โดยจากการเก็บข้อมูลเมื่อปี 2557 ซึ่งเก็บข้อมูลจากเด็กปฐมวัยทุกเขตสุขภาพรวมมากกว่า 10,000 คน พบว่า ภาพรวมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของไทยอยู่ที่ 70% แต่เมื่อแยกเป็นรายเขตสุขภาพจะพบว่า พัฒนาการสมวัยนั้นมีความแตกต่างกัน โดยพื้นที่ภาคเหนือมีพัฒนาการสมวัยสูงสุดประมาณ 85% ส่วนที่น่าเป็นห่วง คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ พัฒนาการสมวัยอยู่ที่ประมาณ 50-60% เท่านั้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กนั้น หากไม่นับเรื่องของพันธุกรรมแล้ว ปัจจัยหลักๆ จะมีอยู่ 3 ด้าน คือ 1. ตัวเด็กเอง เช่น การคลอดก่อนกำหนด การขาดออกซิเจน เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้ทางระบบบริการสาธารณสุขพยายามเร่งดูแลให้เด็ก มีพัฒนาการสมวัยขึ้น
2. สิ่งแวดล้อม เช่น เศรษฐานะของครอบครัว โดยพบว่าหากครอบครัว ที่มีรายได้สูงกว่า 20,000 บาทต่อเดือน เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีกว่าครอบครัว ที่มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่าหมื่นบาท อย่างชัดเจน เพราะครอบครัวที่มีรายได้ ดีกว่าก็จะมีเวลาในการเลี้ยงลูก เล่นกับลูก อ่านนิทานให้ลูกฟังมากกว่าครอบครัวที่ รายได้น้อยที่อาจให้ความสำคัญกับเรื่อง ปากท้องมากกว่า หรือเรื่องของการศึกษาของพ่อแม่ โดยพบว่าพ่อแม่ที่มีวุฒิการศึกษาสูง จะเลี้ยงลูกได้มีคุณภาพกว่า เป็นต้น
3. เรื่องการเลี้ยงดู ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญ เพราะแม้เด็กปกติที่มีพัฒนาการดี แต่หากมีการเลี้ยงดูที่ไม่ดีก็ทำให้พัฒนาการเด็กต่ำลงได้ หรือแม้พัฒนาการเด็กจะไม่ดีตั้งแต่เกิด แต่หากมีการเลี้ยงลูกที่ดีก็ช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ดีขึ้นมาได้เช่นกัน
โดยเฉพาะเรื่องของการให้เด็กดูสื่อไอที ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ ซึ่งพบมากถึง 80% ทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องพัฒนาการด้านภาษา ขณะที่พ่อแม่ที่เล่นกับเด็กอย่างมีคุณภาพ คือ เล่นกับลูก 5 วันต่อสัปดาห์ นานวันละ 30 นาที มีเพียง 50% และพ่อแม่ ที่เล่านิทานให้เด็กฟังอย่างมีคุณภาพมีเพียง 20% เท่านั้น ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็ก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth